ได้ยินจากแม่มาว่าท่านสมิทธิ ธรรมสโรช ออกมาเตือนว่าอาจเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวขึ้นในช่วง
ส.ค.ถึง ต.ค.นี้ ก็เลยไปค้นต่อ
เราไปพบบทความนี้ในสนุก!พีเดีย ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ปรากฎการณ์น้ำทะเลยกตัว Strom Search
http://guru.sanook.com/pedia/topic/สตอร์ม_เซิร์จ/มาขอบคุณมากนะคะ
รูปได้มาจากวิกิพีเดียhttp://en.wikipedia.org/wiki/Storm_surgeและสนุก!พีเดียเว็บข้างบนค่ะ
Storm surge มหัตภัยร้ายเกินมองข้าม
ภาพความเสียหายจาก storm search
นาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า Storm surge
คือ
ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อนที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูง
ขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น
ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ
ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา
โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง
Storm surge มีความเหมือนหรือแตกต่างจาการการเกิดสึนามิ หรือไม่?
นาวา
เอก กตัญญู ชี้แจงว่า สิ่งที่คล้ายกัน คือ
รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง
แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ
เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล
ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ
<--การก่อตัวของพายุ
ส่วนความเสียหายนั้น คิดว่า Storm surge
จะเลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้
โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ
เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะ
เกิดขึ้นพร้อมกับพายุ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วน
ไม่แจ่มใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง
บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง
แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามา
ก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามาอีกครั้ง ดังนั้น
ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ
<-- รูปแบบการยกตัวของ storm search ในการขึ้นฝั่ง
เมื่อ Storm surge
เกิดมาพร้อมกับพายุโซนร้อน เพราะฉะนั้นเมื่อพายุเข้ามา
เราก็จะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง
ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวัน และสามารถหาทางอพยพได้ทัน
แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย
เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
ไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น
ในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดภาวะโลกร้อน
ที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความแปรปรวน
และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น
สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด”
กรุงเทพฯ ไม่น่าห่วงเท่าชายฝั่งอ่าวไทย
นาวา
เอก กตัญญู อธิบายต่อว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนจึงตั้งคำถามว่าพื้นที่ของกรุงเทพฯ
เป็นพื้นที่ชายฝั่ง แล้วจะได้รับผลกระทบที่เกิดจาก Storm surge หรือ
ไม่นั้น ต้องบอกว่าถึงแม้พื้นที่เสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ในอ่าวไทย
แต่บริเวณก้นอ่าว หรือบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
กลับไม่เคยพบการเกิดพายุหมุนโซนร้อนมาก่อน ที่พบก็จะมีแต่ปลายๆ
ของหางพายุดีเปรสชัน ซึ่งก็ไม่ได้เกิดความรุนแรง แต่พื้นที่ที่น่าห่วง คือ
ตลอดแนวพื้นที่ราบชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จังหวัดชุมพรลงไป
ซึ่งในอดีตพื้นที่เหล่านี้ ก็เคยเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ซัดถล่มมาแล้ว
หากมองในพื้นที่บริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯ โอกาสที่จะเกิดน้อย
เนื่องจากพื้นที่ของกทม. เป็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน
แต่หากว่าเกิดพายุพัดผ่านเข้ามาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจริงอิทธิพลจะเข้า
มาถึงตัวเมืองแน่นอน โดยเฉพาะร่องแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่จะมีมวลน้ำทะลักเข้ามาไหลเอ่อท่วมพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ
นาวาเอก กตัญญู บอกอีกว่า ทางฝั่งของทะเลอันดามันก็ยังพอเบาใจได้เนื่องจากการเกิดของ Storm surge จะ
เกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนตัวของศูนย์กลางพายุเข้าหาชายฝั่ง
แต่หากสังเกตเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุที่เกิดขึ้นในไทยนั้นจะเริ่มพัด
ขึ้นฝั่งอ่าวไทยแล้วพัดออกจากฝั่งทางอันดามันไปพม่า บังคลาเทศ อินเดีย
ทำให้ฝั่งอันดามันเป็นการเคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่ง
ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Storm surge เหมือน
อ่าวไทย แต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือหากพายุหมุนเกิดขึ้นภายในแผ่นดิน
และบริเวณแหล่งน้ำภายในเช่น กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด
หากหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านแหล่งน้ำเหล่านั้น
น้ำก็จะยกตัวขึ้นมาเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในทะเลและก็อาจทำให้เกิดคลื่นพัด
เข้าสู่ฝั่งได้เช่นกัน
“ที่ผ่านมา หลายคนให้ความสนใจในการเฝ้าระวังสึนามิ เพราะยังเป็นของใหม่ในบ้านเรา แต่ความจริงแล้วภัยคุกคามที่แท้จริงคงหนีไม่พ้น Storm surge เพราะโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่พัดเข้าอ่าวไทยเกิดได้ถี่กว่า สึนามิหลายเท่า”
ปลูกป่าชายเลน แนวป้องกันชั้นยอด
ใน
ส่วนของการเฝ้าระวัง และวิธีการเตรียมรับมือนั้น รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์
อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า
ระยะเสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ที่ 3 เดือนอันตราย
เพราะจากสถิติการเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่ขึ้นทางฝั่งอ่าวไทยนั้น
เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนตุลาคม พายุจะก่อตัวทางตอนใต้ของปลายแหลมญวนทางเขมร
และเมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนพายุจะเคลื่อนลงจากแหลมญวนจนเคลื่อนสู่อ่าว
ไทย ไปตลอดจนถึงเดือนธันวาคมพายุจึงจะสลายไปในที่สุด
สำหรับในบ้านเรานั้นหลายคน กลัวว่า Storm surge จะเกิดผลกระทบต่อเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่อยากให้อุ่นใจได้ว่า Storm surge
คงเข้ามาไม่ถึง ที่ต้องระวังคือปัญหาเดิมๆ อย่างน้ำท่วม เพราะกรุงเทพฯ
เป็นพื้นที่รับน้ำ อีกทั้งภายในตัวเมืองชั้นในยังมีสิ่งปลูกสร้างสูงๆ
ป้ายโฆษณาตามตึกต่างๆ ก็ควรระวังหากเกิดลมพายุรุนแรงเพราะจะพัดป้ายให้พัง
และเกิดความเสียหายได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน
การเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น
อยากฝากให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยศึกษาลักษณะของการเกิด
และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน
ซึ่งการหนีนั้นต้องมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย
หากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่นบริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก
จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมือท่องเที่ยว
“
วิธีการป้องกันมีอยู่หลายแนวทาง ทั้งการสร้างกำแพงป้องกัน
แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเรา และอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล
ทางออกที่ดีที่สุด คือ การช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง
หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้
อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียน
เพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว
จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น
และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริง
จะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้ ”
ท่านสมิทธิเตรียมลาออก ไม่ได้น้อยใจ แต่หากเตือนไปแล้วหน่วยงานอื่นเพิกเฉยก็ไม่รู้จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่ออะไร
ข่าวโดย INN News วัน พฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00 น.
เราเอามาจาก http://news.sanook.com/social/social_297522.php?page=350 นะคะ
สมิทธ ธรรมสโรช เตรียมลาออกจากตำแหน่งศูนย์เตือนภัย หลังโดนถล่ม
เหตุเผยจะเกิดน้ำท่วมใหญ่สมุทรปราการและ กรุงเทพเดือน ก.ย.นี้
ระบุชัดจะมีคนตายจำนวนมากเท่าพายุนาร์กีส
ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยกับรายการไอเอ็นเอ็นฮอทนิวส์ ยอมรับว่า จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ได้มีการออกมาเตือนเรื่องปรากฏการณ์ สตอร์ม เซิร์จ หรือ ภัยน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้น และ
อาจท่วมพื้นที่ จ.สมุทรปราการ มีความรุนแรงเท่าพายุนาร์กีส แต่ปรากฏว่า
ได้รับกระแสต่อว่าอย่างมาก โดยย้ำว่าเหตุที่มาเตือน
เพราะได้ตรวจสอบจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ โดยอาศัยสถิติพายุคิม
ในปี 2526 ที่ทำเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ
ซึ่งการคำนวณตามหลักสถิติและวิทยาศาสตร์พบว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะกลับมา
เกิดอีกครั้งระหว่างเดือน ส.ค.ถึง
ก.ย.
จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดูรับมือ แต่กลับไม่มีใครสนใจ
ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ
เพราะอาจส่งผลน้ำให้น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ และมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก
ดร.สมิทธ
บอกด้วยว่า การเตรียมลาออกไม่ได้น้อยใจ
แต่เพราะหากทำงานไปและเมื่อออกมาเตือนแล้วหน่วยงานอื่นเพิกเฉยก็ไม่รู้ว่าจะ
อยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่ออะไร
edit @ 20 Aug 2008 11:05:42 ,11:07:20,11:26:35,11:32:46 ,11:53:17,12:01:40,12:05:58,12:38:06
edit @ 23 Aug 2008 10:04:36 by free_your_heart